เมื่อเช้าเห็นมีคนโพสต์ถามเรื่อง #ทีมsupplychain ผมในฐานะที่ได้ไปเป็น #ทีมอเมริกา เรียนและทำงานอยู่ที่โน่นรวม 3 ปี (แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ไทยแล้ว) ขอมาแชร์ประสบการณ์นะครับ
.
.

คำเตือน : โพสต์นี้ยาวนะ อย่าลืมกด save ไว้เผื่อหายนะครับ

.
.

Background

ผมเรียนจบ Industrial Engineer ทำงานด้าน Supply chain อยู่บริษัทไทยแห่งนึงประมาณ 5 ปี แล้วก็ขอทุนบริษัทไปเรียน MBA ต่อที่ U of Michigan 2 ปี ระหว่างเรียนก็ตั้งใจหาที่ Summer Intern เก็บประสบกาณ์ไปด้วย จนได้ไปฝึกงานที่ Google ในส่วน Consumer hardware (พวกอุปกรณ์ตระกูล Pixel) ในตำแหน่ง New Product Introduction Operations Program Manager พอ intern เสร็จปรากฏว่าได้ Offer Full-time ก็เลยมาขอต้นสังกัดที่ให้ทุนเก็บประสบการณ์ต่ออีกปีนึงครับ ส่วนตอนนี้กลับไทยมาเริ่มใช้ทุนได้ซักพักละ
.
.

Google มีงานด้าน Operations/ Supply-chain ด้วยเหรอ?

ใช่ครับ มีเยอะด้วย อย่างธุรกิจ Pixel ก็กำลังขยายทั้ง มือถือ, wearables, smarthome หรือธุรกิจแม้แต่ด้าน Search และ Cloud ก็ไม่ได้เสกมาจากอากาศ แต่ต้องมี Data Center ขนาดมหึมาซัพพอร์ตอยู่ข้างหลัง ตรงนี้ก็ต้องใช้ศาสตร์ด้าน Supply-chain ในการวาง Capacity เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีธุรกิจ Non-core business (Google เรียกว่า Other bets) เช่น Waymo (Autonomous Driving) ก็อยากได้คน bg automotive หรือ Verily (Life-science product) ก็ต้องการคนที่รู้เรื่องมาตรฐานด้าน Medical ด้วยครับ

นอกจาก Google แล้ว บริษัท Tech ใหญ่ ๆ อื่น ๆ ก็ต้องการด้าน Supply-Chain เยอะครับ พวก Amazon, Tesla, Walmart, Dell, HP, Microsoft, Boeing และยังมีพวก B2B หรือพวกที่ทำอุปกรณ์เฉพาะทางด้าน Engineering อีกเยอะครับ และแน่นอนว่าบริษัท Tech ไม่ได้มีแต่งาน Tech นะครับ Google ก็เหมือนบริษัทใหญ่ๆทั่วไป ยังต้องใช้ Designer, UX, Accouting, Finance, Tech, HR, Marketing อีกมากมาย เพียงแต่ว่างานสาย Tech/Engineering จะค่อนข้างได้เปรียบเพราะ Supply ขาดแคลนเยอะ
.
.

ตำแหน่ง New Product Introduction Operations Program Manager ทำอะไร?

งงตั้งแต่ชื่อตำแหน่ง ทำไมมันยาวขนาดนี้ 55+ ถ้าจะอธิบายสั้น ๆ คือ งานนี้เราเหมือนเป็น COO ของ Product แต่ละตัวครับ คือเราจะรับ Prototype มาจากฝ่าย Engineering แล้ว Scale-Up มันให้พร้อมสำหรับการ Launch เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นคนคุมทั้งหมดตั้งแต่ Model การทำงานกับบริษัทที่เราไปจ้างผลิต (Contract Manufacturers), CAPEX, Quality target, Production Yield, Logistics Mode และอื่น ๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าเราไม่ได้ทำทั้งหมดนี้คนเดียว แต่เราจะเป็นคนที่เห็นภาพรวมทั้งหมด และต้อง Orchestrate ให้ทีม sync กัน และ Product พร้อม Launch ตาม Business Objective ครับ ถ้าใครใจรักด้าน Supply-chain งานนี้คือได้งัดของมาใช้ครบจริง ๆ
.
.

เข้าไปทำงานที่นี่ได้ยังไง?

ช่วงเรียน MBA ก็สมัคร Intern ไปหลายที่ครับ สำหรับ Google คือแค่ยื่น Resume เลย รอไป 3-4 เดือนบริษัทก็โทรมาเรียกสัมภาษณ์ครับ สมัยก่อน Google ขึ้นชื่อเรื่อง Process การ Interview ห่วยแตกทรมาณมาก สัมภาษณ์ 7-8 รอบ บางคนสัมภาษณ์เกือบปี แต่เดี๋ยวนี้ค่อย ๆ ปรับปรุง Process ให้ดีขึ้นละครับ อย่างของผมสมัคร Intern คือแค่สัมภาษณ์กับ Manager 2 คน back-to-back แล้วก็รู้ผลวันรุ่งขึ้นเลย
.
.

สัมภาษณ์อะไรบ้าง?

เอาจริง ๆ ค่อนข้าง Basic ครับ คือถามง่ายอะ แต่ตอบยาก 555+ (แต่ไม่มีแล้วนะครับ พวกคำถามประลองปัญญา ประเภท New York City มีหนูกี่ตัว หรือพาคน 3 คนนั่งเรือข้ามแม่น้ำอะไรแบบนั้น) หลัก ๆ ก็เป็น Behavioral Interview คือ ถามเจาะประสบการณ์ทำงานของเราตาม Resume ก็พยายามพูดให้รู้เรื่อง เล่าให้เค้าเข้าใจในเวลาสั้น ๆ คำถามอีกประเภทคือ Mini-case ก็จะเป็นสถานการณ์สมมติว่าเราทำงานในตำแหน่งที่เราสมัครอะครับ แล้วเกิดสถานการณ์แบบนี้ ๆ เราจะทำยังไง พวกนี้ไม่ต้องคำนวณครับ แต่ Critical thinking ต้องดี ไม่งั้นโดน Interviewer ไล่ต้อนจนมุมง่าย ๆ

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ (ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที) จะเป็นช่วง Q&A ให้เราถามกลับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนมักมองข้าม กับบริษัทอื่นๆผมไม่รู้ แต่กับ Google นี่เค้าชอบคนที่ถามเยอะๆครับ เพราะเค้ามองว่าการทำงานที่ Google คือมันไม่มีคำตอบพร้อมให้คุณทุกอย่าง แต่เราต้องมีสกิลการตั้งคำถามที่ดี แล้วหาคนมาช่วยเราตอบ รวมไปถึงว่าคำถามที่เราถามมันแสดงได้ถึงความ “อิน” ต่องานที่เราสมัครเข้าไปด้วย
.
.

บรรยากาศการทำงานเป็นยังไง?

ต้องบอกว่าเนื้องานมันสนุกกว่างานที่ไทยเยอะครับ ได้เห็นการพัฒนา Tech Product, Gadget ต่าง ๆ ตั้งแต่การออกแบบ Prototype จนออกมาสู่ตลาด ความรู้สึกเวลาได้เห็น Product มันถึงมือลูกค้าแล้วมารีวิวบน Amazon, Bestbuy มันดีมาก เพื่อนร่วมงานหลากหลายเชื้อชาติเก่ง ๆ ทั้งนั้น ทำงานก็ให้เกียรติกันดี การเมืองน้อย ทุกคนช่วยเหลือกันดี ที่ชอบที่สุดคือการ Communication ในองค์กรที่แม้จะเป็นบริษัทที่มีพนักงานแสนกว่าคน แต่ทำงาน Connect กัน มี Town hall (ที่นี่เรียก TGIF) เกือบทุกสัปดาห์ และ Sundar มาแทบทุกครั้งเพื่อมาตอบคำถามจากพนักงานเอง
.
.

แล้วความเป็นอยู่ล่ะ?

เราอยู่เมืองชื่อ Sunnyvale รัฐ California อยู่ในเขต Bay Area ห่างจาก Google HQ 15 นาที เป็น Residential Area เงียบ ๆ แต่อากาศดีมาก แทบไม่เคยได้ยินปัญหาโจรขโมย ถนนดี ขับรถสะดวก มีสวนสาธารณะเล็ก ๆกระจายทั่วเมือง ที่ประทับใจที่สุดคือ มีบริษัทเทคจะมาสร้าง Office Complex แถว ๆ บ้าน เมือง Sunnyvale ก็ส่งจดหมายมาเชิญไปฟังแผนก่อสร้าง แผนการ Commute คนเข้าออก ว่าเรา OK มั้ย อยู่บ้านแถวปทุมวันมาเป็นสิบปี จะสร้างจะทุบอะไร ไม่เคยถามกุซักคำ ฮืออออ
.
.

อยากเรียนโทเพื่อทำงานต่อที่อเมริกา ต้องเจอกับอะไรบ้าง?

หนทางการไปเรียนเพื่อหางานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ระหว่างทางมีอุปสรรคมากมาย ใช้เวลานาน และไม่มีอะไรการันตีว่าคุณจะสามารถย้ายไปอยู่ที่โน่นได้จริง ๆ แต่ถ้าทำได้ผลตอบแทนก็คุ้มค่า
ว่าแต่แล้วต้องเจอกับอะไรบ้างล่ะ? หลัก ๆ มี 3 ด้านครับ คือ 1. หาที่รับเราเข้าไปเรียน 2. หาที่รับเราเข้าทำงาน 3. หา Visa ทำงานต่อ

ข้อ 1 หาที่ไปเรียน

รายละเอียดน่าจะพอหาอ่านที่อื่นได้นะครับ Content เยอะแล้ว แต่สำหรับสาย Supply-chain มีคำแนะนำสายที่น่าไปเรียนต่อ คือ

1.1 ต่อสาย Supply Chain ไปเลย เรียนพวก MS in Supply-chain หรือ OR อะไรพวกนี้ Employer ในอเมริกายังต้องการอีกเยอะครับ ทั้งสาย Consumer Hardware (Apple, Google, Dell) สาย Manufacturing (Boeing, Tesla, Ford, GM, และพวก B2B อีกมาก) หรือแม้กระทั่งบริษัทอย่าง Disney ก็จ้างงานสายนี้ค่อนข้างเยอะ

1.2 Pivot ไปสาย Data พวก Analytics, ML ด้วยพื้นด้าน Stats ของเรา จะเรียนต่อด้านนี้ได้ และความต้องการสูงมาก แต่ข้อควรระวังคือ Employer ในอเมริกาเค้าค่อนข้างให้น้ำหนักประสบการณ์ทำงานมากกว่า degree เพราะฉะนั้นถ้าพยายามทำงานสายนี้ เก็บประสบการณ์ซักนิด ก่อนมาเรียนต่อ ก็จะดีครับ

1.3 ต่อ MBA ข้อดีคือได้เห็นภาพกว้าง, มี Network เยอะ, มีโอกาสได้ Summer Intern และมี Potential ด้าน Career path สูง แต่ข้อเสียคือมันแพง เรียนนานกว่า และได้ OPT visa แค่ 1 ปี ไม่เหมือนข้อ 1.1, 1.2 ที่ได้ OPT visa 3 ปีครับ (OPT Visa สำคัญยังไง เดี๋ยวไปอ่านต่อข้อ 3)

ข้อ 2 หาที่รับเราเข้าทำงาน

2.1 ตั้งเป้าให้ Realistics

ตอนผมเรียน MBA Career center (ใช่ครับ โรงเรียนที่นั่นมีศูนย์ช่วยหางาน) แนะนำมาว่า เวลาสมัครงานให้ดู 3 Factor 1) Function 2) Industry 3) Location ถ้าเราเปลี่ยนงาน แค่ 1 ใน 3 Factor มันจะง่าย เปลี่ยน 2 ใน 3 จะยากขึ้น และถ้าเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 3 อย่าง คือ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับเด็ก International student ถ้าจะหางานในอเมริกา แน่นอนว่าคุณโดน fixed ไป 1 factor ละ คือ Location เพราะฉะนั้นพยายามสมัครงาน ที่ตำแหน่ง หรืออุตสาหกรรมใกล้เคียงกับประสบการณ์ของเราให้มากที่สุด จะมีโอกาสสูงครับ (ถึงแม้จะไปเรียน MBA แต่ Employer ก็ weight น้ำหนัก work experience เราเยอะมากอยู่ดี)

ยกตัวอย่างกรณีของผม ประสบการณ์ Supply-chain construction materials ในไทย แต่งานที่ได้เป็น Operations ใน consumer hardware ที่อเมริกา ก็คือ function คล้ายๆเดิม แต่เปลี่ยน Location กับ Industry ครับ

2.2 รู้เขารู้เรา

พอเลือกตำแหน่งงานที่จะสมัครแล้ว ก็ทำ Research ให้ดีครับ อ่าน Job description ให้ดี อ่านเว็บบริษัท อ่านไปถึง 401k (งบการเงิน) อ่านไปยัง Shareholder’s letter ให้เข้าใจ vision และ business model อ่านแล้วเอามาวิเคราะห์ว่า ประสบการณ์ความรู้ของเรามีอะไรที่เป็น Transferable skills เอาไปใช้ที่นี่ได้ และจะสื่อสารยังไงให้คนที่นั่นเข้าใจว่าเราช่วยเค้าได้

2.3 Network

วัฒนธรรมอเมริกันให้ความสำคัญกับการสร้าง Network มากครับ แต่ไม่ใช่ Network แบบไทย ๆ ที่ต้องไปตีกอล์ฟกัน หรือพ่อแม่รู้จักกันอะไรแบบนั้น เราสามารถสร้าง Network จากการ Connect ศิษย์เก่าโปรแกรมเดียวกับเราที่ทำงานบริษัทนั้น ๆ หรือบางที ก็ Cold connect ทาง LinkedIn ไปเลยครับ (แต่ต้องเตรียม message ดี ๆ นะครับ บอกเค้าว่าเราเป็นใคร connect มาทำไม อย่างถามอะไรจากเค้า) การคุยการสร้าง network ดีจะช่วยให้เราเข้าใจบริษัทจากมุมคนทำงาน รวมไปถึงในหลายบริษัทจะมี Referral Program ในการสมัครงาน ซึ่งจะทำให้โอกาสที่เราจะได้เรียกสัมภาษณ์มากขึ้นด้วยครับ

ข้อ 3 หา Visa ทำงานต่อ

ข้อนี้เป็นข้อที่มักจะมองข้ามกันครับ อธิบายแบบนี้ ตอนที่เรามาเรียน เราจะได้ Visa ที่ชื่อว่า F-1 คือ Visa นักเรียน ซึ่ง F-1 Visa เนี่ย มันจะมาคู่กับ OPT extention พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราหางานได้ตอนเรียน เราสามารถใช้ OPT เพื่อทำงานต่อได้ครับ ถ้าเป็น degree สาย STEM เจ้า OPT จะมีอายุ 3 ปี แต่ถ้าเป็น degree อื่นๆจะมีอายุแค่ 1 ปีครับ

อ่าวแล้วถ้าจะทำงานต่อต้องทำยังไง? เราต้องหา Visa ทำงานสำหรับชาวต่างชาติให้ได้ ชื่อว่า H1-B ซึ่งจะทำให้เราทำงานต่อได้ประมาณ 6 ปีครับ วิธีการที่จะได้มาซึ่งเจ้า H1-B นี้มีวิธีเดียวคือการจับ Lottery ซึ่ง 1 ปีจะมี 1 ครั้ง และเรายื่นสมัครเองไม่ได้ แต่ต้องให้ Employer ยื่นให้ครับ ข้อมูลช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ โอกาสจับได้ H1-B สำหรับ Master Degree อยู่ที่ประมาณ 50-50 ครับ (เป็น Lottery เลย ไม่เกี่ยวกับ Skill หรือสัญชาติอะไรใดๆ)

ถ้าจับได้ H1-B ก็ทำงานต่อไปได้ยาวๆครับ จะทำ 6 ปีแล้วกลับไทย หรือจะขอ Green card อยู่ต่อยาวๆก็แล้วแต่เลย แต่ถ้าไม่ได้ล่ะ? ตรงนี้จะยากนิดนึง ถ้าเป็นบริษัทที่มี Office ทั่วโลก เค้าจะสามารถ Re-locate เราไปออฟฟิศประเทศอื่นๆ (เช่น ย้ายเรากลับมาไทย, สิงคโปร์ หรือ UK อะไรก็ตามแต่) แล้วทำงานนอกอเมริกาอย่างน้อย 1 ปี หลังจากนั้น Employer จะมีสิทธิ์จะขอ Relocate เรากลับไปที่อเมริกาด้วย Visa L-1 ได้ครับ
พอเอา ข้อ 1,2,3 มารวมกันแล้วจะเห็นว่ามันส่งผลกระทบถึงกันหมด ถ้าเราเลือกเรียนสาย STEM เราจะมีโอกาสจับ Lottery H1-B ถึง 3 ครั้ง โอกาสได้ก็จะสูงขึ้น และตอนหางานเราต้องหางานที่ Employer พร้อมจะ Sponsor H1-B เราด้วย นอกจากนี้ ถ้าเราเกิดจับ H1-B ไม่ผ่าน แต่ถ้าเราทำงานกับ Employer ที่เป็น Global Company มี Office ทั่วโลก เราจะมีโอกาส Relocate เพื่อกลับมาด้วย Visa L-1 ได้อีก ตรงนี้จึงต้องวางกลยุทธ์ให้ดีๆครับ
.
.


จะเห็นได้ว่าการเดินทางครั้งนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน ตั้งแต่จะได้มหาวิทยาลัยดีๆมั้ย? เรียนแล้วจะได้งานมั้ย? ได้งานแล้วจะได้ visa มั้ย? ระหว่างทางก็ต้องใช้เงินเยอะพอสมควร น้ำหนักความกดดัน ความเครียด ไม่ใช่น้อยๆ แต่ถ้ามันคือเป้าหมายของคุณ และรับความเสี่ยงได้ ผลลัพธ์มันก็คุ้มครับ แต่ถ้าไม่ไหวก็ต้องลองหา Option อื่นๆดูครับ

ฝากไว้เท่านี้ครับ ใครมีคำถาม comment ทิ้งไว้นะครับ หรือถ้าใครทำงานด้าน Consumer Hardware/Gadget ต่าง ๆ ลอง Add มาคุยกันนะครับ อยากรู้จักเผื่อหา Project สนุก ๆ ทำกัน


เนื้อหาจากกลุ่มเฟซบุ๊ค โยกย้ายมาส่วนสะโพกโยกย้าย

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By กาเหว่า
Load More In Over Sea