แม้หลายคนจะไม่ได้มีอาชีพในการก่อสร้างหรือทำงานเกี่ยวกับการประปาก็ตาม แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่เคยเห็นท่อ PVC       เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ทุกบ้านจะต้องมีและขาดไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะมีประโยชน์ครอบคลุม ทนทานและมีความปลอดภัยสูง ไม่มีฉนวนนำไฟฟ้า เป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟ และมีให้เลือกหลายขนาด ราคาไม่แพงอีกด้วย

ประวัติและที่มาของท่อ PVC

ท่อ PVC นั้นทำมาจากโพลีไวนิลคลอไรด์ ไม่ผสมพลาสติกไซเซอร์ และชื่อที่ระบุไว้ใน มอก. คือท่อ PVC แข็ง แต่ส่วนมากแล้วจะเรียกกันเฉย ๆ ว่าท่อ PVC มากกว่า ปัจจุบันท่อประเภทนี้จะเป็นที่นิยมในหมู่กว้างในงานก่อสร้าง เพราะมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เช่น มีความเหนียวยืดหยุ่นเป็นอย่างดี ทนต่อแรงดันน้ำ การกัดกร่อน ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า จึงเป็นอุปกรณ์หลักที่นำมาใช้งานในระบบการประปา งานร้อยสายไฟฟ้า การระบายน้ำทางการเกษตรและอุตสาหกรรม

ท่อพีวีซี
ท่อพีวีซี

สาร P.V.C. ได้ค้นพบครั้งแรกเมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้ว โดยเริ่มต้นจากมีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ทำการศึกษาปฏิกิริยาของสารอินทรีย์ชนิดใหม่ แล้วพบว่าเมื่อสารนี้ถูกแสงแดด จะเกิดการรวมตัวเป็นของแข็งที่ก้นหลอดทดลอง จึงทำให้ได้สารพลาสติกชนิดใหม่ และมีคุณสมบัติที่จะไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีทั่วไป อีกหนึ่งข้อพิเศษที่สำคัญคือ มีความแข็งแรง ไม่สามารถถูกทำลายโดยตรงได้ง่าย เพราะสาร P.V.C. มีคุณสมบัติที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ การจะนำมาใช้ประโยชน์นั้นจึงยากเกินไป นักวิทยาศาสตร์กลุ่มดังกล่าวจึงยุติการพัฒนาสาร P.V.C. ลง จนเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1920  ได้มีการค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับ   สาร P.V.C. อีกครั้งในโซนยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยได้ศึกษาอย่างจริงจังที่จะนำเอามาใช้ประโยชน์ และในประมาณปี ค.ศ. 1930 ได้มีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชาวเยอรมัน นำสาร P.V.C. นี้มาผลิตเป็นท่อPVC ทดลองนำมาใช้งานก่อน ผลปรากฏว่าการใช้งานมีประสิทธิภาพสูงมาก และได้กลายมาเป็นอุปกรณ์สำคัญมาจนทุกวันนี้

และในปัจจุบันท่อPVC นั้นมีบทบาทสำคัญในการใช้งาน และเป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายในตลาดโลกสูงมาก สถิติการผลิตท่อ PVC ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1976 ผลค่าเฉลี่ยออกมาว่า มีการผลิตท่อ PVCมากถึง 1.5 พันล้านปอนด์ และได้มีการพัฒนาและกำหนดมาตรฐานขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อให้ดีต่อการใช้งานมากที่สุด แต่สำหรับในประเทศไทยนั้น ท่อ PVC เริ่มเป็นที่รู้จักและมีการนำมาใช้งานมากขึ้น เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดสีมาตรฐานท่อ PVCและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่เป็นตัวเชื่อมต่อท่อ PVC  โดยแบ่งแยกสีตามการใช้งาน เช่น การใช้งานในอุตสาหกรรมท่อ PVC จะมีลักษณะแข็งแรง ใช้งานสำหรับเป็นท่อร้อยสายไฟฟ้าและโทรศัพท์ กำหนดให้เป็นสีเหลืองอ่อน สำหรับใช้งานเป็นท่อน้ำดื่ม ได้กำหนดให้เป็นสีน้ำเงิน ส่วนในงานอุตสาหกรรมและชลประทานกำหนดให้เป็นสีเทา เป็นต้น

ท่อ PVC และ ท่อ PPR  มีข้อดีแตกต่างกันอย่างไร

ประเทศไทยยังมีอีกท่อประเภทหนึ่งที่ใช้งานได้คล้ายคลึงกับท่อ PVC นั่นก็คือ ท่อ PPR หลายคนคงสงสัย ว่าท่อทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร เรามาดูความเปรียบเทียบกันเลยว่าทั้งสองประเภทนี้ อันไหนดีกว่ากัน

  1. วิธีการติดตั้ง ท่อPVC จะใช้กาวเชื่อมในการประสานท่อและข้อต่อ ซึ่งอาจจะเกิดปัญหารั่วซึมในอนาคตได้ ส่วนท่อ PPR จะใช้เครื่องเชื่อมต่อ เพื่อให้ประสานเป็นเนื้อเดียวกันในเรื่องของการรั่วซึมในอนาคตจึงไม่เกิดขึ้น
  2. คุณภาพของวัสดุ ท่อPVC แม้เราจะได้พูดถึงกันมาแล้วว่าท่อPVCนั้น มีความแข็งแรง เหนียวยืดหยุ่น แต่ ท่อPVCเองก็มีการกร่อนและแตกง่ายอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อโดนวัตถุที่มีความหนักนั้นเหยียบ ท่อประเภทนี้จะไม่สามารถทนแรงกระแทกได้  ในส่วนของท่อ PPR จะมีความยืดหยุ่นสูงกว่ามาก การโดนเหยียบหรือการกระแทกจึงไม่มีผลอะไรกับท่อชนิดนี้
  3. อายุการใช้งาน ท่อ PVC มีอายุการใช้งานสั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของคุณภาพกาวและการติดตั้ง ที่มีการเสื่อมสภาพได้ หากได้รับแสงอัลตร้าไวโอเลตหรือถูกแสงแดดเป็นเวลานาน แต่สำหรับท่อ PPR นั้น มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 50 ปี เพราะถูกเชื่อมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แสงแดดจึงไม่สามารถลอดผ่านไปได้
  4. ระบบน้ำร้อน ท่อ PVC ไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิเกิน 50 องศาเซลเซียสได้ แต่ท่อ PPR สามารถทนต่ออุณหภูมิได้สูงสุดถึง 95 องศาเซลเซียส
  5. ความสามารถในการซ่อมแซม เมื่อใช้สว่านหรือตะปูเจาะ ท่อ PVC หากโดนเจาะแล้ว จะต้องรื้อผนังหรือกระเบื้องออก เพื่อซ่อมแซม แต่สำหรับท่อ PPR มีการซ่อมแซมที่ง่ายกว่า เปิดช่องว่างเฉพาะบริเวณที่จะต้องเจาะโดนเท่านั้น ก็สามารถอุดรูรั่วอะไรต่าง ๆ ได้
  6. การทดสอบระบบน้ำหลังจากการติดตั้ง ท่อ PVC จะต้องรอประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อให้กาวที่เชื่อมต่อนั้นแห้งดีแต่สำหรับท่อ PPR นั้น สามารถทดสอบการทำงาน หลังจากที่ท่อเย็นตัวลงแล้วภายในไม่กี่นาที
  7. อุปกรณ์ในการติดตั้ง ท่อ PVC จะใช้กาวในการประสานเท่านั้น ส่วนท่อ PPR จะใช้เครื่องเชื่อมโดยเฉพาะ
  8. ราคาของวัสดุ ท่อ 2 ประเภทนี้ราคาจะไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่ยังไงท่อ PVC ก็มีราคาถูกกว่าท่อ PPR

ท่อ PVC และท่อ PPR มีการใช้งานต่างกันอย่างไร

แน่นอนว่าหลายคนรู้จักท่อ PVC เป็นอย่างไร และยังไม่ค่อยคุ้นชื่อท่อ PPR กันสักเท่าไร เพราะว่าเพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จักและใช้งานมาไม่นานนี้เอง สำหรับการใช้งานของท่อทั้งสองประเภทนี้มีความคล้ายคลึงกัน ไม่ได้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ว่าคุณสมบัติของท่อ PPR จะมีความแข็งแรงและทนต่อความร้อนสูงได้ดีกว่าท่อ PVC ฉะนั้น การนำมาใช้งานท่อสีเขียวหรือท่อ PPR จะใช้เพื่อลำเลียงน้ำอุ่นและน้ำร้อนภายในตัวอาคาร และรับความดันน้ำได้มากกว่า จากที่เมื่อสมัยก่อนประเทศไทยและทั่วโลกได้ใช้     ท่อเหล็กเป็นท่อประปา คุณสมบัติของท่อเหล็กนั้นมีความทนทานกว่าท่อพลาสติกอยู่แล้ว แต่ข้อจำกัดก็คือ ท่อเหล็กมีราคาสูงและสามารถขึ้นสนิม มีความอันตรายและน้ำหนักเยอะกว่า การขนส่งและการติดตั้งก็ทำได้ยากกว่าด้วย จึงทำให้ท่อ PPR นั้น เข้ามาทดแทนเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เหมาะสมกับการใช้งานให้ประโยชน์ได้มากกว่า แต่ท่อ PVC ก็ไม่เหมาะกับการใช้งานที่มีความร้อนสูงอยู่ดี ในภายหลังทั่วโลกจึงได้มีการพัฒนาท่อพลาสติกชนิดใหม่นั่นก็คือท่อ PPR ขึ้นมาทดแทนท่อเหล็กในการลำเลียงน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น


ทีนี้ก็คงพอเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่าท่อ PVC นั้นคืออะไร มีการใช้ประโยชน์อะไรบ้าง  และก็ยังได้เห็นข้อแตกต่างของท่อ PPR อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันท่อทั้งสองประเภทนี้ก็ยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ยังคงใช้งานได้เป็นอย่างดี และมีการผลิต วิจัย พัฒนาให้มีความแข็งแรงขึ้น แม้ว่าท่อ PVC เองจะมีคุณสมบัติด้อยกว่าท่อ PPR เล็กน้อย แต่ก็ยังเป็นที่ต้องการในวงการตลาด เพราะหากไม่ได้รับผลกระทบทางแสงแดดเป็นเวลานาน หรือโดนแรงกระแทกใด ๆ ท่อ PVC ก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยเช่นกัน

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By กาเหว่า
Load More In ไลฟ์สไตล์