การลงทุนแทบจะทุกอย่างมาพร้อมกับความเสี่ยง แต่จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการลงทุน ทางออกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงลงก็คือ ลงทุนหลายช่องทาง หนึ่งในนั้นที่น่าสนใจก็คือการลงทุนในตลาด คริปโตเคอเรนซี่ (cryptocurrency) แต่การลงทุนในตลาดเงินคริปโตจะมีความซับซ้อนมากกว่าการลงทุนตลาดหุ้นแบบทั่วไปบ้างนิดหน่อย เพราะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ที่สำคัญคือไม่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่สามารถจับต้องได้เลย มูลค่าของเงินคริปโตล้วนมาจากองค์ประกอบทาง Demand และ Supply ทั้งสิ้น นักลงทุนที่กำลังจะกระโดดเข้าสู่วงการเงินคริปโตควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเริ่มลงทุน ซึ่ง 5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ คริปโตเคอเรนซี่มีอะไรบ้างไปอ่านกันครับ

1. ความหมายของคริปโตเคอเรนซี่ (Cryptocurrency)

คริปโตเคอเรนซี่ Cryptocurrency เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าเหมือนกับเงินทั่วไป สามารถใช้จับจ่ายใช้สอยได้ในชีวิตประจำวันทั่วไป สกุลเงินดิจิตอลที่เป็นที่คุ้นเคยมากที่สุดคือ “บิทคอยน์” ซึ่งเป็นคริปโตเคอเรนซี่แรก ๆ ที่เกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง มีฐานข้อมูลทั้งหมดอยู่บน เทคโนโลยีบล๊อคเชน ไม่มีรัฐบาลใดหรือใคร ๆ สามารถควบคุมได้ รายการที่เกิดขึ้นไม่สามารถยกเลิกได้ การทำรายการแต่ละรายการของคริปโตเคอเรนซี่จะได้รับยืนยันจากผู้ใช้งานด้วยกัน หรือที่เรียกว่านักขุดเหรียญ ซึ่งแตกต่างจากสกุลเงินทั่วไปที่มักจะควบคุมรายการต่าง ๆ โดยธนาคาร เราจะไม่สามารถเห็นรายการของผู้อื่นได้เลย ต่างกับคริปโตเคอเรนซี่ที่สามารถเห็นข้อมูลการทำรายการแต่ละอันได้

เงินคริปโตส่วนมากสร้างขึ้นมาโดยมีจำนวนที่จำกัด ตัวอย่างเช่น บิทคอยน์ที่ออกแบบมาให้มีจำนวนเพียง 21 ล้านบิทคอยน์เท่านั้น นับตั้งแต่วันที่บิทคอยน์เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้มีบิทคอยน์หมุนเวียนและถูกขุดแล้วมากกว่า 80% และจำนวนบิทคอยน์ที่จะถูกขุดได้หลัง ๆ นี้จะขุดได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้บิทคอยน์หายากกว่าเดิม มูลค่าของบิทคอยน์จึงสูงขึ้น เป็นไปตามกฎเศรษฐ์ศาสตร์ง่าย ๆ ที่เรียกว่า Demand กับ Supply นั่นเอง

คริปโตเคอเรนซี่ไม่ได้มีแค่บิทคอยน์

บิทคอยน์ ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของคริปโตเคอเรนซี่และการนำเทคโนโลยีบล๊อคเชนมาใช้งาน ทำให้มือใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการนี้มีความสับสนของสองอย่างนี้ นิยามความหมายและข้อแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ ขออธิบายสั้น ๆ ดังนี้

  • บล๊อคเชน คือ เทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูล หรือ ฐานข้อมูล
  • บิทคอยน์ คือ สกุลเงินดิจิตอลที่ทำงานอยู่บนบล๊อคเชนอีกทีหนึ่ง

นอกจากจะมีความสับสนระหว่างบิทคอยน์และบล๊อคเชนแล้ว ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่ามีเงินดิจิตอลสกุลอื่นอีกมากมายในโลกนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่บิทคอยน์เท่านั้น เมื่อนับถึงวันนี้ที่เขียนบทความนี้อยู่ (ปี 2562 – 2018) ก็มีสกุลเงินดิจิตอลรวมแล้วมากกว่า 2,000 กว่าสกุลเงิน แต่ละสกุลเงินที่ออกมาใหม่ก็พยายามหาจุดขายของตัวเองให้แตกต่างไปจากเดิม แก้ไขจุดบกพร่องที่พบของเงินคริปโตเดิม ๆ แต่ทั้งหมดก็ทำงานอยู่บนพื้นฐานของบล๊อคเชนทั้งสิ้น จะมีก็เพียงบางสกุลเงินเท่านั้นที่ใช้เป็น Private Blockchain (ใช้บล๊อคเชนในการเก็บข้อมูลเหมือนกัน แต่ว่ายังคงควบคุมและพัฒนาโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเหมือนเดิม) เงินดิจิตอลเหล่านี้เรียกรวม ๆ ว่า “altcoin” หรือ “alternative coin” มีอะไรบ้าง ไปทำความรู้จักกันหน่อยดีกว่า

  • Ethereum (ETH) คือ เงินดิจิตอลที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับที่ 2 ข้อโดดเด่นของ Ethereum ก็คือ “Smart Contracts” หรือการเปิดให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาเหรียญของตัวเองโดยใช้เทคโนโลยีของ Ethereum เป็นพื้นฐาน ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์แถมไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากนัก ในโลกของเงินดิจิตอลนั้น เปรียบเทียบบิทคอยน์ว่าเป็นทองในโลกออนไลน์ ส่วน Ethereum ก็เปรียบเป็นน้ำมันในโลกออนไลน์
  • Bitcoin Cash (BCH) เป็นสกุลเงินที่แยกตัวออกมาจากบิทคอยน์ (Fork) โดยเพิ่มฟีเจอร์ทางเทคนิคขึ้นทำให้สามารถโอนเงินหากันได้รวดเร็วขึ้น และค่าธรรมเนียมถูกลง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากบิทคอยน์
  • Litecoin (LTC) ไลท์คอยน์ เกิดจากการแยกตัวออกมาจากบิทคอยน์เช่นกัน แต่ว่าไม่ได้ก๊อปปี้บิทคอยน์ออกมาทั้งกระบิ แต่ได้มีการพัฒนาอัลกอริทึมในการขุดเหรียญใหม่ ผลลัพท์ที่ได้จากการพัฒนาของ Litecoin ก็คือทำให้ได้เงินดิจิตอลที่ทำงานได้เร็วกว่ามาก
  • Ripple(XRP) เป็นเงินดิจิตอลที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินทั่วโลกมากที่สุด แน่นอนล่ะเพราะจุดประสงค์ตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาก็คือเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลก สำหรับ Ripple เป็นเหรียญที่ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีบล๊อคเชนแบบ Private ทำให้ไม่สามารถขุดเหรียญนี้ได้โดยบุคคลทั่วไป หากต้องการมี Ripple ไว้ในครอบครองทำได้เพียงซื้อขายเท่านั้น
  • Monero (XMR) เป็นอีกหนึ่งเงินดิจิตอลที่ฮิตติดอันดับ Top ten สิ่งที่ทำให้ Monero แตกต่างจากเงินคริปโตชนิดอื่น มีสองข้อหลัก ๆ คือ ไม่สามารถติดตามถึงต้นตอธุรกรรมได้ (Untracable) เพราะต่อให้มีหมายเลขบัญชีของ Monero แล้วนำไปตรวจสอบก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ที่ถือครองหมายเลขนี้คือใคร ทำให้ Monero เป็นที่นิยมของเหล่า Dark web อีกข้อเด่นก็คือ Asic Resistant คือ บอกลาคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อขุดเหรียญได้เลย เพราะ Monero ต้องการให้คงจุดมุ่งหมายเดิมตรงที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทำให้ใครก็ได้สามารถเข้ามาขุดเหรียญ Monero ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม

2. การขุดเหรียญคืออะไร

การขุดเหรียญ หรือ การขุดเงินดิจิตอล คือการนำคอมพิวเตอร์มาเปิดไว้ตลอดเวลาแล้วลงโปรแกรมสำหรับการขุดของแต่ละเหรียญเอาไว้ หลังจากนั้นโปรแกรมจะคอยทำการตรวจสอบธุรกรรมการโอนเงินไปมาของแต่ละเหรียญ และทำการยืนยันรายการเหล่านั้นว่าถูกต้องจริงแล้วก็จ่ายเป็นค่าตอบแทนกลับมาเป็นสัดส่วนของเหรียญที่เราทำการขุด

ฟังดูเหมือนง่ายแต่ว่าคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ขุดเหรียญจะต้องมีประสิทธิภาพสูงมาก บางเหรียญก็มีเครื่องสำหรับขุดเหรียญออกมาขายโดยเฉพาะหรือที่เรียกว่า Asic เช่น บิทคอยน์ เพราะคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานตามบ้านทั่วไปนั้นประสิทธิภาพในการถอดรหัสไม่สามารถนำมาใช้ในการยืนยันรายการต่าง ๆ ของบิทคอยน์ที่มีความซับซ้อนอีกแล้ว

ส่วนเหรียญดิจิตอลอื่นก็มักจะใช้การ์ดจอ VGA ในการขุด เพราะ GPU ที่เป็นองค์ประกอบหลักของการ์ดจอนั้นมีความสามารถในการทำงานกับอัลกอริทึ่มที่ซับซ้อนได้มากกว่า CPU ทั่วไปในคอมพิวเตอร์ จะมีเพียงบางเหรียญที่ออกแบบมาให้ใช้กับ CPU ได้ เช่น Monero

การทำเหมืองขุดเงินดิจิตอลนั้น จะเปลืองค่าไฟเป็นอย่างมาก มีหลายคนที่สูญเสียเงินก้อนโตในช่วงที่ราคาของเงินดิจิตอลพุ่งสูง ๆ เพราะคิดว่าราคาจะคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป แต่พอราคาของเงินดิจิตอลทุกชนิดทั่วโลก ดิ่งลงเหวแบบจมดินแต่จำนวนของเหรียญที่ขุดได้กลับเท่าเดิมและทุกเหรียญก็ออกแบบให้ขุดยากขึ้น ทำให้ไม่คุ้มที่จะเปิดเครื่องขุดเอาไว้อีกต่อไป

3. เทคโนโลยีบล๊อคเชน

บล๊อคเชน เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมาพร้อมกับบิทคอยน์ ออกแบบมาใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของ Cryptocurrency โปรแกรมจำพวกเก็บฐานข้อมูลแบบเดิมถ้ามองเป็นภาพจะเก็บทุกอย่างเอาไว้เป็นก้อน แต่บล๊อคเชนจะเก็บเป็นบล๊อค (หรือสี่เหลี่ยม) หลายอันเอามาต่อกัน ซึ่งแต่ละบล๊อคจะมีการแสตมป์ค่าบางอย่างเอาไว้ตรวจสอบเอาไว้เป็นรอยต่อสำหรับบล๊อคต่อไปลักษณะจะคล้ายโซ่ ทำให้เรียกว่า “บล๊อคเชน” นั่นเอง

บล๊อคเชน ถูกออกแบบให้กระจายไปเก็บเอาไว้ที่เครื่องขุดในเครือข่ายทั้งหมด ทำให้ทุกเครื่องมีข้อมูลเหมือนกัน ข้อมูลที่เกิดขึ้นบนบล๊อคเชนเมื่อเกิดแล้ว จะไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ นั่นหมายความว่าเมื่อเราโอนเงินดิจิตอลให้ใครไปแล้วเราจะไม่สามารถยกเลิกหรือลบรายการเหล่านั้นได้เลย ถ้าโอนเงินผิดให้ก็เสียแล้วเสียเลย และนี่เองก็คือจุดแข็งของบล๊อคเชน โอกาสที่จะโดนแฮ่กเกิดขึ้นได้ยากหรือแทบจะไม่มีเลย … ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราจะไปแอบแก้ไขข้อมูลในบล๊อคเชนเพื่อเพิ่มเงิน หรือยกเลิกรายการสักอย่าง … เราจะต้องไปแก้ไขที่คอมพิวเตอร์ทั่วโลกได้ยังงัย?

จากจุดแข็งข้างต้นทำให้เทคโนโลยีบล๊อคเชนเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสกุลเงินดิจิตอลได้ด้วย ทำให้ราคาของแต่ละเหรียญเพิ่มขึ้น มีหลักสูตรเกี่ยวกับบล๊อคเชนบรรจุลงไปหลายมหาวิทยาลัยรวมถึงในประเทศไทย และมีการนำบล๊อคเชนไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจประเภทอื่นอย่างแพร่หลายมากขึ้นด้วย

บล๊อคเชนแบ่งประเภทออกตามลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภทคือ

  • Centralized – ระบบการรวบรวมข้อมูลโดยธนาคารกลางที่ใช้กับสกุลเงินในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ 100% หากมีคนตรงกลางโกง หรือระบบกลางล่มขึ้นมาทุกอย่างก็จบ สกุลเงินที่เป็นระบบ centralized เช่น Ripple
  • Decentralized – Blockchain คือระบบเก็บข้อมูลรายการทำธุรกรรมสาธารณะ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงข้อมูลการทำรายการได้ โดยทุกคนมีระบบจัดเก็บข้อมูลของตนเองที่เรียกว่า “Node” ซึ่งจะเริ่มใช้งานเมื่อไรก็ได้ที่ต้องการ สิ่งนี้ป้องกันการถูกควบคุมเครือข่ายทั้งหมดจากใครคนใดคนหนึ่งรวมถึงการถูกปลอมแปลงจากภายนอกด้วย

4. ICO เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency อย่างไร

การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของคริปโตเคอเรนซี่ ทำให้เกิดการระดมทุนชนิดใหม่ขึ้นมา เรียกว่า ICO หรือ Initial Coin Offering ซึ่งมักจะเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ต้องการเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด และต้องการเงินทุนในการพัฒนา จึงได้ทำการออกสกุลเงินดิจิตอลของตัวเองขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปใช้เป็นหุ้นที่จะจ่ายให้นักลงทุนที่จ่ายเงินให้ตามสัดส่วนที่ลงทุนมา ICO นั้นจะเหมือนกับการระดมทุนแบบดั้งเดิมในตลาดหุ้นที่เรียกว่า IPO นั่นเอง

ที่ผ่านมามีสตาร์ทอัพหลายรายที่ระดมทุนด้วย ICO แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้ตามที่ได้ประกาศออกไป อีกจำนวนไม่น้อยที่เป็นพวกหลวงลวง เนื่องจากจุดอ่อนของ ICO คือยังไม่มีรัฐบาลในสามารถควบคุมการลงทุนได้ นักลงทุนจำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงเอาเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก … เสียแล้วเสียเลย หากไปเจอสตาร์ทอัพหลอกลวงระดมทุนขึ้นมา เงินที่เสียไปไม่สามารถเรียกร้องคืนจากใครได้นะครับ …

5. สิ่งที่ต้องเข้าใจและยอมรับให้ได้ในตลาดคริปโตเคอเรนซี่

เมื่อรู้จักความหมายและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี่ในเบื้องต้นแล้วนั้น สิ่งที่ต้องเข้าใจในตัวของคริปโตเคอเรนซี่เองก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

รูปแบบการลงทุนคริปโตเคอเรนซี่

  • การลงทุนระยะสั้น – Cryptocurrency มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นนักลงทุนจะต้องศึกษาให้ดี โดยเฉพาะใครที่สามารถวิเคราะห์หรือคาดคะเนทิศทางของตลาดได้จะสามารถทำกำไรได้เป็นจำนวนมากโดยการ Buy low และ Sell high
  • การลงทุนระยะยาว – นักลงทุนที่เชื่อในอนาคตของเหรียญที่จะซื้อและต้องการถือไว้ในระยะยาว เพื่อหวังว่ามูลค่าของการลงทุนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

เข้าใจและยอมรับในความเสี่ยงของคริปโตเคอเรนซี่

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงไม่เว้นแม้แต่กับสกุลเงินคริปโต โดยคุณจะต้องเข้าใจก่อนว่าอิสระในการเทรดนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของธนาคารและรัฐบาล ดังนั้นก่อนตัดสินใจใดๆ จะต้องคิดอย่างรอบคอบ และถ้าหากสกุลเงินดิจิทัลของคุณเกิดสูญหายหรือถูกขโมยก็ไม่สามารถไปแจ้งความเรียกคืนได้ ซึ่งเรามีทิปดี ๆ มาฝากกันดังนี้ :

  • Exchange ที่คุณเทรดนั้นมีความน่าเชื่อถือ คุณต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์แลกเปลี่ยนที่คุณใช้บริการนั้นมีความปลอดภัยสูง เพราะมีข่าวเกิดขึ้นหลายครั้งว่าเว็บไซต์เหล่านี้ถูกแฮ็ค ซึ่งก็มีโอกาสว่าเหรียญที่คุณเก็บไว้บนเว็บไซต์เหล่านี้จะหายไปด้วย
  • ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า Wallet Address เชื่อถือได้จริงก่อนจะส่งเหรียญให้กับใคร
  • หากรายการธุรกรรมบน Blockchain ยังไม่ได้รับการยืนยันก็ไม่ควรที่จะส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ก่อน
  • ต้องมั่นใจว่าคอมพิวเตอร์ที่เก็บรักษาข้อมูล Wallet ของคุณปราศจากไวรัสและมัลแวร์
  • ห้ามทำรหัสผ่าน Wallet หายเป็นอันขาด มิเช่นนั้นคุณอาจจะต้องเสียเหรียญ Crypto ทั้งหมดที่มีไป

เข้าใจว่าคริปโตเคอเรนซี่มีความผันผวนสูงมาก

Bitcoin และ Crytocurrency อื่นๆ มีความผันผวนสูงมาก เมื่อคุณซื้อเหรียญดิจิตอล คุณควรรู้ไว้เสมอว่ามูลค่าของเหรียญที่ถืออยู่นั้นอาจจะตกลงได้ทุกเมื่อ เนื่องจากตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งนักลงทุนอาจได้กำไร แต่อีกวันกลับขาดทุนมหาศาล ซึ่งเป้นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดา สำหรับคนที่เล่นเพื่อเก็งกำไร ไม่ควรถือเอาไว้นานจนเกินไป แต่สำหรับใครที่มองว่าเป็นการลงทุนระยะยาวควรใจนิ่งๆ และเมื่อราคาลงก็ควรที่จะมีสติและไม่ตัดสินใจขายไปในทันที


บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บไซต์ กาเหว่า สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและใส่ลิงค์กลับมาที่บทความนี้ทุกครั้ง

เรียบเรียงข้อมูลจากต้นฉบับบทความ : https://www.peerpower.co.th/blog/invest/5-things-to-know-cryptocurrency/

ภาพประกอบบทความ : https://www.freepik.com

Related posts